เมื่อระบบการศึกษาแบบดั้งเดิมมักถูกออกแบบบนแนวคิดว่า เด็กที่อยู่ในช่วงวัยหรือระดับชั้นเดียวกันควรเรียนรู้เนื้อหาที่ใกล้เคียงกัน ภายใต้หลักสูตร เวลาเรียน และเกณฑ์การวัดผลชุดเดียวกัน แนวทางดังกล่าวช่วยให้การจัดการศึกษาเป็นระบบและสามารถวัดผลผู้เรียนในภาพรวมได้ แต่ในอีกด้านหนึ่ง เด็กแต่ละคนกลับมีพื้นฐาน ความถนัด ความเร็วในการเรียนรู้ และเป้าหมายในอนาคตที่แตกต่างกัน คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่าทำไมเด็ก มังกี้เคนส์ ถึงสอบ สอวน, ฟิสิกส์ ผ่านได้เป็น % สูงสุดของ กทม. ? แต่คือ โรงเรียนเปลี่ยนเด็กจากจุดที่เขาเริ่มต้น ไปสู่จุดสูงสุดของตัวเองได้อย่างไร? นี้จึงเป็นแนวคิดที่อยู่เบื้องหลังระบบการเรียนรู้ของ มังกี้เคนส์ ที่มองว่าเด็กแต่ละคนมีพื้นฐาน ความถนัด เป้าหมาย และความเร็วในการเรียนรู้แตกต่างกัน ดังนั้นการออกแบบการศึกษาจึงไม่ควรเริ่มต้นจากคำถามว่าเด็กชั้นนี้ต้องเรียนอะไร แต่ควรเริ่มจากคำถามว่า “เด็กคนนี้คือใคร และเราต้องการพาเขาไปถึงไหน” Personalized Learning ไม่ใช่แค่เรียนตามความถนัด สำหรับ มังกี้เคนส์ คำว่า Personalized Learning ไม่ได้หมายถึงการปล่อยให้เด็กเลือกเรียนเฉพาะสิ่งที่ตัวเองชอบ แต่คือการออกแบบเส้นทางการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับเป้าหมายและศักยภาพของเด็กแต่ละคน ตั้งแต่จุดเริ่มต้นไปจนถึงเป้าหมายที่ต้องการไปให้ถึง กระบวนการจึงเริ่มจากการทำความเข้าใจเด็กเป็นรายบุคคล ก่อนนำข้อมูลเหล่านั้นมาออกแบบแผนการเรียน ตั้งแต่เป้าหมายระยะสั้นไปจนถึงเป้าหมายในอนาคต สามารถแบ่งกระบวนการได้ดังนี้ เป้าหมายรายบุคคล — กำหนดเส้นทางของเด็กแต่ละคนให้ชัดเจน ตั้งแต่คณะที่อยากเข้า มหาวิทยาลัย ประเทศที่ต้องการไปศึกษาต่อ ทุนการศึกษาที่สนใจ ไปจนถึงการแข่งขันที่จำเป็นต้องผ่าน แผนวิชา — วางน้ำหนักของแต่ละวิชาในแต่ละช่วงเวลาให้สอดคล้องกับเป้าหมาย สนามสอบ และเส้นทางการศึกษาของเด็ก การเลือกเนื้อหา — ไม่จำกัดการเรียนอยู่เพียงเนื้อหาตามระดับชั้น แต่จัดลำดับองค์ความรู้ให้เหมาะกับพื้นฐานของเด็ก เพื่อให้ต่อยอดสู่เนื้อหาระดับสูงได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ สนามสอบและการแข่งขัน — ใช้เป็นเครื่องมือวัดพัฒนาการ เพื่อประเมินว่าเด็กสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้กับโจทย์จริงและสถานการณ์จริงได้มากน้อยเพียงใด ไม่ใช่แค่เรียนอะไร แต่รวมถึง “เรียนอย่างไร” อีกประเด็นที่น่าสนใจของแนวคิด Personalized Learning คือ การออกแบบไม่ได้จบเพียงการเลือกวิชาหรือเนื้อหาที่เด็กควรเรียน แต่รวมถึง “วิธีเรียนรู้” ที่เหมาะกับผู้เรียนแต่ละคนด้วย มังกี้เคนส์ ใช้การสอนรายบุคคล โดยปรับตั้งแต่วิธีคิด วิธีเขียน วิธีเรียนรู้ ไปจนถึงวิธีนำเสนอ ให้สอดคล้องทั้งกับเนื้อหาและลักษณะการเรียนรู้ของเด็ก ขณะเดียวกัน การเรียนรู้จะถูกติดตามอย่างต่อเนื่องผ่านระบบ Coach และ Feedback รายบุคคล ทั้งจากการฝึกทำโจทย์ การสอบ และการแข่งขัน เพื่อดูว่าเด็กพัฒนาในด้านใด จุดไหนยังต้องเสริม และควรปรับแผนการเรียนอย่างไรสำหรับเป้าหมายถัดไป ทำให้กระบวนการไม่ได้จบที่ “เรียนแล้วสอบ” แต่เป็นวงจร ตั้งเป้าหมาย การวางแผน การเรียนรู้ การฝึกฝน การวัดผล การรับ Feedback ไปจนถึงขั้นตอนการปรับแผน และกลับไปพัฒนาอีกครั้ง แนวทางดังกล่าวทำให้แผนการเรียนของเด็กสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามข้อมูลที่เกิดขึ้นระหว่างทาง เพราะหากพบว่าเด็กมีจุดแข็งหรือจุดที่ต้องพัฒนาเพิ่มเติม ระบบก็สามารถนำข้อมูลกลับมาปรับเส้นทางการเรียนรู้ให้เหมาะสมมากขึ้น แทนการยึดแผนเดิมตลอดระยะเวลา คุณณัฐทิชาภัทร รัตนะพีระพงศ์ (ครูแมว) ผู้อำนวยการ มังกี้เคนส์ เผยถึงแนวคิดดังกล่าวว่า การออกแบบการเรียนรู้ไม่ควรตั้งต้นจากการนำเด็กไปปรับเข้ากับระบบที่มีอยู่ แต่ควรเริ่มจากการทำความเข้าใจว่าเด็กแต่ละคนมีเป้าหมายและข้อจำกัดอย่างไร ก่อนนำข้อมูลเหล่านั้นมาออกแบบเส้นทางการเรียนรู้ที่เหมาะสม “สิ่งที่เราพยายามทำไม่ใช่การทำให้เด็กทุกคนเรียนเหมือนกันหรือเก่งในเรื่องเดียวกัน แต่คือการทำความเข้าใจว่าเด็กแต่ละคนเริ่มต้นจากตรงไหน ต้องการไปถึงจุดใด และระหว่างทางมีอะไรที่เราสามารถช่วยให้เขาพัฒนาได้มากขึ้น การเรียนรู้จึงต้องปรับเปลี่ยนตามข้อมูลและพัฒนาการของเด็ก ไม่ใช่ให้เด็กเป็นฝ่ายปรับตัวเข้าหาระบบเพียงอย่างเดียว” จาก “ห้องเรียนที่ดีที่สุด” สู่ “ระบบที่เหมาะกับเด็ก” แนวคิดนี้สะท้อนมุมมองที่กว้างกว่าการเลือกห้องเรียนหรือหลักสูตรที่ดีที่สุดสำหรับเด็ก เพราะโจทย์ของ Personalized Learning คือการออกแบบระบบการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับความแตกต่างของผู้เรียน ตั้งแต่เป้าหมาย เนื้อหา วิธีเรียน ไปจนถึงการวัดผลและการให้ Feedback ในกระบวนการดังกล่าว เทคโนโลยีและข้อมูลจึงทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสนับสนุนการทำงานของครู ไม่ได้เข้ามาแทนบทบาทของครู โดยข้อมูลจากการเรียน การฝึกทำโจทย์ และผลการสอบสามารถช่วยให้ครูเห็นพัฒนาการของเด็กได้ละเอียดขึ้น ก่อนนำไปใช้ประกอบการวางแผนและปรับวิธีการเรียนรู้ในแต่ละช่วง ดังนั้นเป้าหมายจึงไม่ได้อยู่ที่การทำให้เด็กทุกคนมีผลลัพธ์เหมือนกัน แต่คือการสร้างเงื่อนไขที่ทำให้เด็กแต่ละคนสามารถพัฒนาความสามารถของตัวเองได้ตามศักยภาพและเป้าหมายที่วางไว้ จากการพัฒนาระบบ สู่โจทย์การขยายผล หลังจากพัฒนาระบบและทดลองใช้ในช่วง 2 ปีแรก มังกี้เคนส์ วางเป้าหมายระยะต่อไปในการพัฒนาศักยภาพด้าน Physics ให้ก้าวสู่หนึ่งในโรงเรียนที่มีความแข็งแกร่งด้าน Physics ของประเทศไทยภายในปีหน้า อย่างไรก็ตาม เป้าหมายในระยะยาวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงผลลัพธ์ของนักเรียนภายในโรงเรียน แต่ยังรวมถึงการนำระบบการเรียนรู้ที่ผ่านการทดลองและวัดผลไปต่อยอด เพื่อให้สามารถช่วยเหลือนักเรียนในวงกว้างขึ้น และมีโอกาสนำแนวทางไปประยุกต์ใช้กับโรงเรียนอื่น ประเด็นนี้จึงทำให้ Personalized Learning ไม่ได้ถูกมองเพียงในฐานะรูปแบบการจัดการเรียนรู้เฉพาะภายในโรงเรียน แต่เป็นโจทย์ที่ใหญ่ขึ้นว่า หากการออกแบบระบบให้เหมาะกับเด็กแต่ละคนสามารถช่วยให้เกิดพัฒนาการได้จริง แนวคิดดังกล่าวจะสามารถขยายผลไปสู่ผู้เรียนกลุ่มอื่นได้มากน้อยเพียงใด ท้ายที่สุด แก่นของแนวคิด Personalized Learning จึงไม่ได้อยู่ที่การสร้างเด็กให้เหมือนกัน แต่คือการยอมรับว่าเด็กมีจุดเริ่มต้นและเป้าหมายที่แตกต่างกัน และระบบการศึกษาควรมีความยืดหยุ่นมากพอที่จะสนับสนุนให้แต่ละคนเติบโตไปได้ไกลที่สุดในเส้นทางของตัวเอง สนใจติดต่อหรือสอบถามรายละเอียดได้ทางWebsite: https://monkeykanes.ac.th Facebook: Monkey Kanes School