จับตา Monkey Kanes โรงเรียนเปิด 2 ปีกว่า ผ่านค่าย 1 สอวน.ฟิสิกส์ 78% สูงสุดในกรุงเทพฯ ท่ามกลางสนามโรงเรียนชั้นนำ

ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของระบบการศึกษาไทย การวัดผลการเรียนรู้ของนักเรียนกำลังขยับจากการพิจารณาเพียงคะแนนสอบและชื่อเสียงของสถาบัน ไปสู่คำถามที่ว่า โรงเรียนสามารถออกแบบการเรียนรู้ให้เหมาะกับศักยภาพของเด็กแต่ละคนได้มากเพียงใด?

ในสนามการศึกษาที่ชื่อเสียงและขนาดของโรงเรียนมักถูกมองว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยสะท้อนความพร้อมของนักเรียน Monkey Kanes โรงเรียนที่เปิดดำเนินการมาเพียง 2 ปีกว่า กำลังสร้างอีกหนึ่งภาพสะท้อนที่น่าสนใจ หลังผลสอบ สอวน. ฟิสิกส์ ปีล่าสุด มีนักเรียนเข้าสอบ 18 คน และผ่านเข้าสู่ค่าย 1 จำนวน 14 คน คิดเป็นอัตราผ่าน 78% ซึ่งโรงเรียนระบุว่าเป็นอัตราผ่านสูงสุดในกรุงเทพฯ และในบทความนี้จะไปเจาะลึกถึงแนวคิด ระบบการเรียนรู้ และเป้าหมายของ Monkey Kanes ที่มากกว่าแค่การพาเด็กสอบผ่าน สอวน.

Monkey Kanes โรงเรียนเปิด 2 ปีกว่า กับโจทย์พิสูจน์พัฒนาศักยภาพเด็ก 

ด้วยแนวคิด “ขนาดโรงเรียนไม่ใช่ตัวกำหนดศักยภาพของเด็ก” หลังผลสอบ สอวน. ฟิสิกส์ ปีล่าสุด ส่งนักเรียนเข้าสอบ 18 คน และผ่านเข้าค่าย 1 จำนวน 14 คน คิดเป็นอัตราผ่าน 78% ซึ่งโรงเรียนระบุว่าเป็นอัตราผ่านสูงสุดในกรุงเทพฯ พร้อมวางเป้าหมายพัฒนาระบบการเรียนรู้สู่การเป็นหนึ่งในโรงเรียนด้าน Physics ที่แข็งแกร่งของประเทศไทยภายในปีหน้า

ในช่วงเวลาที่การวัดคุณภาพของโรงเรียนมักเชื่อมโยงกับชื่อเสียง ขนาดของโรงเรียน หรือจำนวนเด็กที่สามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำได้ Monkey Kanes โรงเรียนที่เปิดมาเพียง 2 ปีกว่า กำลังเลือกใช้ “สนามแข่งขันที่มีกติกาเดียวกัน” เพื่อสะท้อนอีกมุมหนึ่งของการพัฒนาเด็ก โดยปัจจุบันมีนักเรียนระดับมัธยมศึกษาประมาณ 40 คน และนักเรียนระดับประถมศึกษาอีก 4 คน

ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา นักเรียนรุ่นที่จบจาก Monkey Kanes ทั้ง 2 รุ่น สามารถศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทย หรือได้รับทุนศึกษาต่อต่างประเทศตามเป้าหมายของแต่ละคน 100% โดยโรงเรียนมองว่าผลลัพธ์ดังกล่าวเป็นเพียงส่วนหนึ่งของโจทย์ใหญ่ นั่นคือการทำให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมว่า เด็กที่มีพื้นฐานแตกต่างกันสามารถพัฒนาศักยภาพของตัวเองได้ หากได้รับระบบการเรียนรู้ที่เหมาะสม

จากโรงเรียนขนาดเล็ก สู่สนามพิสูจน์ด้วย สอวน. ฟิสิกส์

Monkey Kanes เลือก “ฟิสิกส์” เป็นหนึ่งในสนามสำคัญสำหรับการพิสูจน์ผลลัพธ์ของระบบการเรียนรู้ เนื่องจากเป็นวิชาที่โรงเรียนมีความพร้อมทั้งด้านบุคลากร เครื่องมือ และแนวทางการฝึกฝน โดยเน้นการเรียนรู้ที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเนื้อหาตามระดับชั้น แต่ให้เด็กได้เรียนรู้เนื้อหาที่ท้าทายขึ้น ฝึกทำโจทย์จริง วิเคราะห์จุดอ่อน และพัฒนาความสามารถอย่างต่อเนื่อง

ผลลัพธ์ล่าสุดคือ จากนักเรียนมัธยมทั้งหมดประมาณ 40 คน มีนักเรียนเข้าสอบ สอวน. ฟิสิกส์ จำนวน 18 คน และผ่านเข้าสู่ค่าย 1 จำนวน 14 คน คิดเป็นอัตราผ่าน 78% ขณะที่จำนวนผู้ผ่าน 14 คน อยู่ในอันดับ 3 ของกรุงเทพฯ ตามข้อมูลที่โรงเรียนรวบรวม และอัตราผ่านดังกล่าวโรงเรียนระบุว่าอยู่ในอันดับ 1 ของกรุงเทพฯ

ตัวเลขดังกล่าวเกิดขึ้นในสนามเดียวกับนักเรียนจากโรงเรียนชั้นนำและโรงเรียนขนาดใหญ่ในกรุงเทพฯ ซึ่งมีจำนวนนักเรียนระดับหลักพันคน ไม่ว่าจะเป็นเตรียมอุดมศึกษา สวนกุหลาบวิทยาลัย สามเสนวิทยาลัย บดินทรเดชา รวมถึงโรงเรียนสาธิตต่าง ๆ

อย่างไรก็ตาม Monkey Kanes ระบุว่า เป้าหมายไม่ได้อยู่ที่การนำผลลัพธ์มาเปรียบเทียบว่าโรงเรียนใดเก่งกว่ากัน แต่ต้องการใช้ผลการแข่งขันเป็นข้อมูลที่ช่วยสะท้อนว่า โรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนมัธยมประมาณ 40 คน สามารถสร้างระบบที่ทำให้นักเรียนจำนวนหนึ่งพัฒนาตัวเองจนผ่านสนามการแข่งขันระดับประเทศได้

ทำไมต้องพาเด็กเข้าสู่สนามแข่งขัน

สำหรับ Monkey Kanes การแข่งขันไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเป้าหมายปลายทาง แต่เป็นเครื่องมือสำหรับสร้างโอกาสและทำให้การพัฒนาของเด็กสามารถวัดผลได้ หนึ่งในเป้าหมายสำคัญคือการทำให้เด็กเห็นความสัมพันธ์ระหว่าง “ความสามารถในวันนี้” กับ “ทางเลือกในอนาคต” ไม่ว่าจะเป็น การสอบเข้าคณะชั้นนำ การได้รับทุนการศึกษา หรือการศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยระดับโลก

อีกทั้งโรงเรียนมองว่า ความสามารถที่เด็กสร้างขึ้นตั้งแต่ยังอยู่ในวัยเรียนสามารถกลายเป็นต้นทุนที่เพิ่มทางเลือกให้กับชีวิตในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อความสามารถนั้นนำไปสู่คะแนน ผลงาน Portfolio การแข่งขัน หรือทุนการศึกษา และขณะเดียวกันโรงเรียนต้องการให้สังคมตั้งคำถามมากกว่าการมองว่าเด็กที่นี่เก่ง แต่ต้องการให้เกิดคำถามต่อว่า “เด็กเหล่านี้พัฒนาได้อย่างไร”

คำตอบที่ Monkey Kanes นำเสนอคือแนวทางการเรียนรู้แบบ Hybrid ซึ่งผสานการทำงานของครู เทคโนโลยี ข้อมูล ระบบติดตามผล และการเรียนรู้แบบรายบุคคลเข้าด้วยกัน เพื่อให้การเรียนรู้สามารถปรับตามความแตกต่างของเด็กแต่ละคน

แนวคิดดังกล่าวตั้งอยู่บนคำถามว่า หากเทคโนโลยีในปัจจุบันสามารถวิเคราะห์พฤติกรรมและความสนใจของผู้ใช้แต่ละคนได้ การศึกษาก็ควรสามารถนำข้อมูลมาใช้เพื่อออกแบบการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับเด็กแต่ละคนได้เช่นกัน

ไม่ใช้ “อายุ” เป็นเพดานของการเรียนรู้

อีกหนึ่งแนวคิดที่ Monkey Kanes ให้ความสำคัญคือการไม่กำหนดความสามารถของเด็กจากระดับชั้นเพียงอย่างเดียว โดยโรงเรียนตั้งคำถามว่า เด็กประถมสามารถเรียน Calculus ได้หรือไม่ หรือเด็กมัธยมต้นสามารถเรียน Physics ในระดับมหาวิทยาลัยได้หรือไม่ โดยมองว่าคำตอบควรขึ้นอยู่กับความพร้อมของเด็กมากกว่าการกำหนดจากอายุหรือระดับชั้นเพียงอย่างเดียว

แนวทางดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าเด็กทุกคนต้องเรียนเนื้อหาที่ยากขึ้นพร้อมกัน แต่เป็นการเปิดพื้นที่ให้เด็กแต่ละคนเดินด้วยความเร็วที่แตกต่างกัน โดยพิจารณาว่าเด็กแต่ละคนมีจุดแข็ง จุดที่ต้องพัฒนา และศักยภาพในด้านใด

ในมุมมองของโรงเรียน บทบาทของการศึกษาจึงไม่ควรเป็นเพียงการพาเด็กทุกคนเดินไปในเส้นทางเดียวกัน แต่คือการค้นหาให้พบว่าเด็กแต่ละคนเป็นใคร เก่งอะไร ต้องพัฒนาเรื่องใด และสามารถไปได้ไกลแค่ไหน ก่อนออกแบบการเรียนรู้เพื่อช่วยให้เด็กไปถึงศักยภาพของตัวเอง

เพราะ “เด็กเก่ง” อย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ

แม้การแข่งขันและผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการจะเป็นหนึ่งในเครื่องมือวัดผล แต่ Monkey Kanes มองว่าการสร้างเด็กไม่ได้จบลงที่การทำข้อสอบได้ โรงเรียนต้องการพัฒนาทักษะที่อยู่เหนือห้องเรียน ทั้งความสามารถในการทำงานหนัก การรับมือกับแรงกดดัน การทำงานเป็นทีม ความมีวินัย ความกล้าคิด กล้าลงมือทำ รวมถึงการรู้จักรับผิดชอบต่อผลจากการตัดสินใจของตัวเอง

แนวคิดนี้ยังสะท้อนกลับมาที่บทบาทของโรงเรียนเอง เพราะหากต้องการให้เด็กกล้าทดลองและกล้ารับผลลัพธ์ โรงเรียนก็ต้องพร้อมนำระบบของตัวเองเข้าสู่การวัดผลเช่นเดียวกัน ด้วยเหตุนี้ สอวน. จึงเป็นอีกหนึ่งสนามที่โรงเรียนเลือกใช้ เพราะผลลัพธ์มีเกณฑ์ที่ชัดเจนว่าผ่านหรือไม่ผ่าน และสามารถนำข้อมูลกลับมาวิเคราะห์เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนได้

ค่าเทอม 400,000 บาท คุ้มค่าหรือไม่?

สำหรับค่าใช้จ่ายประมาณ 400,000 บาทต่อปี โรงเรียนมองว่าไม่ควรเป็นผู้ตอบว่าคุ้มค่าหรือไม่ เพราะคุณค่าของเงินและเป้าหมายทางการศึกษาของแต่ละครอบครัวแตกต่างกัน โดยสิ่งที่ Monkey Kanes เลือกนำเสนอคือข้อมูลผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ได้แก่ นักเรียนมัธยมประมาณ 40 คน นักเรียน 18 คนเข้าสอบ สอวน. ฟิสิกส์ และ 14 คนผ่านเข้าสู่ค่าย 1 คิดเป็น 78% รวมถึงผลการศึกษาต่อของนักเรียนที่จบไปแล้ว 2 รุ่น ซึ่งโรงเรียนระบุว่าสามารถศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทยหรือได้รับทุนไปต่างประเทศตามเป้าหมายของแต่ละคน

คำถามเรื่องความคุ้มค่า จึงขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละครอบครัวว่า สิ่งที่ได้รับจากการศึกษาไม่ได้มีเพียงชื่อของสถาบัน แต่รวมถึง พัฒนาการ ความสามารถ โอกาส และทางเลือกที่เด็กได้รับในอนาคต

ท้ายที่สุด Monkey Kanes จึงอาจไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของโรงเรียนหนึ่งแห่งกับผลสอบ สอวน. แต่เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ชวนตั้งคำถามต่อระบบการศึกษาไทยว่า หากการเรียนรู้สามารถออกแบบให้เหมาะกับเด็กแต่ละคนได้มากขึ้น โรงเรียนขนาดเล็กจะสามารถสร้างผลลัพธ์ทางการศึกษาในรูปแบบใดได้บ้าง และแนวคิดดังกล่าวจะขยายไปสู่เด็กจำนวนมากในระบบการศึกษาไทยได้หรือไม่?

จากการพิสูจน์ตัวเอง สู่เป้าหมายยกระดับการศึกษาไทย

จากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในช่วง 2 ปีแรก Monkey Kanes วางเป้าหมายในระยะต่อไป คือการพัฒนาระบบการเรียนรู้และศักยภาพด้าน Physics ให้ก้าวสู่หนึ่งในโรงเรียนที่มีความแข็งแกร่งด้าน Physics ของประเทศไทยภายในปีหน้า แต่เป้าหมายระยะยาวไม่ได้หยุดอยู่ที่การสร้างผลงานของโรงเรียนเพียงแห่งเดียว หากต้องการนำระบบที่ผ่านการทดลองและวัดผลแล้วไปต่อยอดให้สามารถช่วยเหลือนักเรียนในวงกว้างขึ้น รวมถึงมีโอกาสนำไปประยุกต์ใช้กับโรงเรียนอื่น

จากแนวคิดดังกล่าวสะท้อนภารกิจของ Monkey Kanes ที่มองการศึกษาในมิติที่กว้างกว่าผลสอบหรือการแข่งขัน โดยต้องการสร้างความเชื่อใหม่ว่า ศักยภาพของเด็กไม่ได้ถูกกำหนดตายตัวจากจุดเริ่มต้น และระบบการเรียนรู้ที่เหมาะสมสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการเปิดโอกาสให้เด็กพัฒนาตัวเองได้มากขึ้น

“ภารกิจของเรา คือการนำระบบการศึกษาที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผลไปช่วยโรงเรียนอื่น สร้างความเชื่อใหม่ว่าเด็กไทยทุกคนสามารถพัฒนาได้ สร้างคนที่เติบโตกลับมาสร้าง Impact ให้ประเทศไทย และยกระดับความสามารถในการเรียนรู้ของเด็กไทยให้ไม่แพ้ใครในโลก” คุณณัฐทิชาภัทร รัตนะพีระพงศ์ (ครูแมว) ผู้อำนวยการ Monkey Kanes กล่าวทิ้งท้าย 

สนใจติดต่อหรือสอบถามรายละเอียดได้ทาง
Website: https://monkeykanes.ac.th 
Facebook: Monkey Kanes School